ทั่วไป

โดย SMARTNEWS ONLINE

13 พ.ย. 2561 12:21 น.

จำนวนการเข้าชม 971 ครั้ง

คดีสาดน้ำกรด ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาสาดน้ำกรดใส่ภรรยาจนเสียชีวิตไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังเจ้าตัวรับก่อเหตุเพราะแค้นที่ภรรยามีชายอื่นมาติดพัน แต่ไม่มีเจตนาให้เสียชีวิตแค่อยากให้เสียโฉมเท่านั้น
ตำรวจคุมตัวนายคำตัน สิงหนาท โชว์เฟอร์แท็กซี่ ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้น้ำกรดสาดใส่นางสาวช่อลัดดา ทาระวัน ภรรยาตัวเองเสียชีวิต ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพภายในหอพักไม่มีชื่อ ในซอยเทียนทะเล 6 เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหาใช้น้ำกรดเทใส่แก้วกาแฟสาดใส่นางสาวช่อลัดดาขณะที่กำลังนอนหลับกับลูกสาว เหตุเกิดช่วงกลางดึกของวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่บ้านเพื่อนที่จังหวัดนครสวรรค์

พลตำรวจโท สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยการสอบปากคำผู้ต้องหา รับสารภาพว่าก่อเหตุจริง เพราะแค้นใจภรรยาที่อยู่กินกันมาเป็นระยะเวลา 7 ปี มีชายอื่นมาติดพันและเริ่มปันใจ จนทำให้ทะเลาะกัน จึงวางแผนซื้อน้ำกรดจากเพื่อนมาก่อเหตุ แต่ผู้ต้องหายืนยันไม่มีเจตนาให้ภรรยาเสียชีวิต แค่อยากให้เสียโฉมเท่านั้น เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ขณะที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินสายร้องเอาผิดโรงพยาบาลพระราม 2  โดยพาลูกสาววัย 12 ปี ของผู้ตาย ไปที่กระทรวงสาธารณสุข ยื่นหนังสือขอให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงพยาบาล กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ปฏิเสธการรักษาทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต และขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุดภายใน 3 วัน

จากนั้นนำเอกสารหลักฐาน เข้าแจ้งความกับ สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม ในความผิดฐานละเลยการให้ความช่วยเหลือกับผู้ป่วยซึ่งอยู่ในสภาพอันตราย และจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน และจะฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาทด้วย

ด้านผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 ตั้งโต๊ะแถลงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่คนไข้มาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งพยาบาลห้องฉุกเฉินช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตรวจวัดสัญญาณชีพ และรายงานนายแพทย์พีระ คณานุวัฒน์ ซึ่งสั่งให้รับคนไข้ไว้เป็นผู้ป่วยใน แต่คนไข้ปฏิเสธการรักษาเป็นผู้ป่วยใน และต้องการใช้สิทธิประกันสังคมซึ่งอยู่ที่ รพ.บางมด โดยทางโรงพยาบาลพระราม 2 ประสานโรงพยาบาลบางมดให้  จึงยืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตามมาตรฐานโรงพยาบาลในการดูแลคนไข้ ไม่ได้ปฏิเสธการรักษา แต่เป็นเรื่องการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่พยาบาลและคนไข้ และยืนยันว่าลักษณะอาการที่โรงพยาบาลเห็นครั้งแรก ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต แต่เสียชีวิตเพราะอะไร ต้องรอผลการชันสูตร และทางโรงพยาบาลก็อยากทราบเช่นกัน  ส่วนกรณีที่มีการมาร้องเรียนและเกิดการตอบโต้รุนแรงทำให้โรงพยาบาลเสียชื่อเสียง ยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลคงไม่ฟ้องร้องใคร

ขณะที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ขอข้อมูล สำเนาเวชระเบียน สำเนาตารางเวร และสำเนาคลิปวิดีโอ จากทั้งโรงพยาบาลพระราม 2 และโรงพยาบาลบางมดแล้ว เพื่อให้อนุกรรมการฯพิจารณาตรวจสอบ คาดว่าจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ หากมีความผิดจริงก็จะผิดในเรื่อง ม.36 เรื่องรองรับผู้ป่วยกรณีส่งต่อ แต่หากเข้าข่ายเคสฉุกเฉินจริงจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้านครอบครัว เข้ารับศพ นางสาวช่อลัดดา ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งผลการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ระบุว่า เสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว  ขณะที่บรรยากาศการรับศพเป็นไปด้วยความเศร้าโศก โดยเฉพาะลูกสาววัย 12 ปี ที่ก้มบอกกับร่างของแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง จะเลี้ยงยาย เลี้ยงน้องและจะเป็นเด็กดีตามที่แม่บอก นอกจากนี้ยังบอกว่าไม่ได้โกรธพ่อเลี้ยงที่ก่อเหตุเพราะที่ผ่านมาก็ทำดีกับตัวเองมาตลอด

ด้านนางทองอาด ทาระวัน แม่ของ นางสาวช่อลัดดา บอกว่า ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะผู้ก่อเหตุเป็นลูกเขย ยืนยันจะไม่ให้อภัยกับการกระทำในครั้งนี้ ส่วนคำชี้แจงของทางโรงพยาบาล เห็นว่า หากโรงพยาบาลรับตัวรักษาก็ทำให้จะทำให้ลูกสาวมีโอกาสรอดชีวิต

ครอบครัวจะนำศพนางสาวช่อลัดดา กลับไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดแสงธรรมรังสี ที่จังหวัดขอนแก่น

ฟังข้อมูลอีกมุมจาก คนขับรถแท็กซี่ นายสงัด ดัชชุยาวัตร อายุ 37 ปี  ที่พา นางสาวช่อลัดดา และลูกสาวไปส่งโรงพยาบาล เมื่อวานนี้เข้าให้การกับตำรวจ สน.ท่าข้าม ในฐานะพยาน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุรับตัว น.ส.ช่อลัดดา และลูกสาว จากหน้า รพ.พระราม 2  ซึ่งพนักงานขนส่งผู้ป่วยแจ้งว่า น.ส.ช่อลัดดา ถูกน้ำร้อนลวก ให้พาไปส่งที่ รพ.บางมด เพราะแพทย์ประสานงานไว้แล้ว ซึ่งตอนนั้น น.ส.ช่อลัดดา ยังมีสติดีอยู่ในสภาพมีผ้าพันแผลตามใบหน้าและแขน  ส่วนลูกสาวก็คอยเรียกแม่ตลอดเวลา  ตลอดทาง น.ส.ช่อลัดดา ก็รับรู้ ใช้เวลาราว 10 นาที เมื่อถึงโรงพยาบาลบางมด พนักงานลากเปลมารับ ซึ่งคนขับรถแท็กซี่บอกว่า ได้ถามไปว่า ไหวมั้ย? เจ้าตัวตอบกลับ "ไม่ไหว" พนักงานจึงช่วยกันหามขึ้นเปลเข้าไปในโรงพยาบาล แล้วก็ขับรถออกมา จนทราบว่าเป็นข่าวใหญ่โต

ที่มา: True4U Smart News Online
บริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด
118/1 อาคารทิปโก้ ถนนพระราม6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
ฝ่ายรายการ : 028588376
ฝ่ายโฆษณา : 027649679, 0829931560
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ : 028588664


©2015 True4U. All Rights Reserved.